อะไรคือธีมและทำไมมันถึงสำคัญในการแต่งเรื่องการ์ตูนและนิยาย

ธีมคือสิ่งที่การสอนเขียนนิยายหลายๆที่ไม่ได้กล่าวไว้เท่าไร

ทำไม

* มันเป็นเพราะธีมไม่ได้สำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องเหรอ?

ไม่ใช่เลย ถ้าคุณต้องการให้เนื้อเรื่องโดนใจคนอ่าน ในระยะเวลานานจนกระทั่งอ่านไปหน้าสุดท้าย มันจะต้องใช้เลเยอร์ของความหมายที่ธีมเท่านั้นสามารถให้ได้

* มันเป็นเพราะธีมคือสิ่งที่คุณสามารถจะเพิกเฉยได้ใช่ไหม บางอย่างที่ไม่มีใครจะสังเกตว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น?
ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ถ้าคุณต้องการให้นิยายของคุณดีที่สุดเท่าที่มันจะดีได้

*มันเป็นเพราะธีมเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำใช่ไหม ประมาณนั้นค่ะแต่ว่าไม่ใช่เพราะบางสิ่งมันเห็นได้ไม่ชัดมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะแสร้งทำว่ามันไม่มีอยู่จริง เหตุผลที่ Theme ถูกละเลยในการเขียน Guide เขียนนิยายหลายๆเล่มเพราะว่ามันเป็นคอนเซ็ปที่ค่อนข้างนามธรรมไม่ใช่ Concept ที่แข็งแกร่งอย่าง character พลอต และฉาก

มีใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรของการเขียนนิยายและทุกคนเข้าใจว่าอันนั้นหมายความว่าอย่างไรแต่ว่า Theme ของเนื้อเรื่องนั่นคือส่วนของทำไมมันหายตัวอยู่

จะยังสามารถที่จะสับสนด้วยเช่นกัน มันอาจจะแสดงมาในรูปแบบของนิยายที่มีการเขียนที่ดีแต่ไม่ชัดเจนมันไม่ใช่สิ่งที่คุณจะสามารถสังเกตเห็นได้แต่เป็นสิ่งที่คุณจะคิดถึงมันถ้ามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น

เอาล่ะถ้าอย่างนั้นคุณจะเพิ่ม Theme เข้าไปในการเขียนนิยายของคุณได้อย่างไร คุณต้องทำอย่างไร
ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันของการเขียนนิยายมีขั้นตอนบางอย่างที่คุณสามารถที่จะทำเพื่อที่จะทำให้จุดมุ่งหมายของคุณบรรลุ

การสร้างพลอต ตัวอย่างเช่นเหมือนกับการสร้างบ้านด้วยการเอาไม้มาแล้วก็เอาตะปูมาตอกคุณรวบรวมวัตถุดิบและทำตามแผนเซียนสเต็ปเพื่อที่จะทำให้มันเกิดขึ้นเป็นบ้านคุณสามารถถอยหลังและชื่นชมในสิ่งที่คุณทำ แต่กับ Themeมันไม่เหมือนกัน
 คุณไม่ได้สร้างมันมากเท่าที่ให้มันรวมไปกับเนื้อเรื่องของคุณในขณะที่คุณเขียน คุณทำมันเพียงเล็กน้อยด้วยดังนั้น Themeจึงเบาบางมาก เหมือนอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น
สับสนใช่ไหมไม่จำเป็นต้องสับสนเลยค่ะ เพราะบทความนี้ได้รวมทุกอย่างที่คุณต้องการรู้และคุณจะไม่สับสนอีกต่อไป

เรามาเริ่มกันที่คำจำกัดความของคำว่า Theme ให้มันหนักแน่นเท่าที่สามารถทำได้

อะไรคือ Theme

Themeถูกจำกัดความว่านิยายนั้นเกี่ยวกับอะไร ปัญหาของมันก็คือมันรู้สึกเหมือนกับคำว่าหัวข้อและหัวข้อของนิยายนั้นมันก็เป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างเช่น
ภารกิจไปดาวอังคารของนิยายแนวไซไฟ
การปล้นธนาคารในนิยายแนวอาชญากรรม

ซึ่งจริงๆแล้ว Theme เนี่ย ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้เลยส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของวลีเช่น

  • ความเศร้า
  • รักที่ไม่สมหวัง
  • ศรัทธาที่หน้ามืดตามัว

บางสิ่งบางอย่างที่เป็นนามธรรมอย่างนั้นดังนั้นเราจึงชอบมากกว่าในการที่จะจำกัดความเหตุการณ์ที่หนักแน่นของนิยายนั้นเป็นไปคิดอย่างนี้
ทุกอย่างในนิยายที่หนักแน่นเช่น character สถานที่หรือเหตุการณ์มันเป็นสิ่งที่อยู่บนพื้นผิวถ้าคุณถ่ายหนังจากนิยายสิ่งเหล่านี้จะถูกจับโดยกล้องและฉายลงไปยังฉากเพื่อที่จะให้คนเห็นและได้ยิน Theme อีกทางหนึ่งเกิดขึ้นภายใต้ผิวนั้นกล้องไม่สามารถจับมันได้เพราะว่า theme เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็นรูปประธรรมที่หนักแน่นแต่มันยังคงอยู่ตรงนั้นในรูปแบบของบทเรียนที่เนื้อเรื่องนั้นสอนเราและสอนคาแรคเตอร์หรือว่าบทสรุปที่สามารถดึงออกมาจากเนื้อเรื่อง ถ้าหากมันดูคลุมเครือนั่นเป็นเพราะว่า themes เป็นสิ่งที่ยากที่จะจับได้แต่เราพยายามจะจำกัดความมันให้ลึกซึ้งขึ้นอีก

Theme คือความหมายลึกๆที่ซ่อนอยู่ภายใต้พื้นผิวของเนื้อเรื่อง

ตัวอย่างเช่นนี่คือเรื่องราวความรักระหว่าง character 2 ตัวเรียกว่าจอร์จกับซาร่า
จอร์จทำงานในแบงค์เขาไม่ค่อยมีโชคเกี่ยวกับผู้หญิงเมื่อซาร่าผู้หญิงที่เป็นพนักงานใหม่เข้ามาดูเหมือนว่าเธออยากรู้จักเขาให้ดีขึ้นเขาไม่เชื่อในโชคของตัวเอง
พวกเขาเดทกันจูบกันเป็นเรื่องปกติแต่ว่าจอร์จก็ไม่เข้าใจว่าอะไรที่ซาร่าเห็นในตัวผู้ชายธรรมดาอย่างเขาเธอบอกเขาว่าเธอรักเขาแต่จ๊อดไม่สามารถจะเชื่อเธอได้
เมื่อซาร่าเริ่มคลาสทำอาหารตอนเย็นจ๊อดก็เริ่มสงสัยและก็ตามเธอไปสงสัยว่าเธอจะมีคนอื่นแต่เธอก็ไปเรียนอย่างที่เธอบอกไว้และเมื่อซาร่ารู้ว่าจอร์จตามเธอไปเธอก็ทิ้งเขา
เรื่องจบแค่นี้ นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องราวความรักที่ดีที่สุดที่เราเคยได้ยินและมันเป็นเรื่องที่บางเกินไปที่จะทำให้เป็นนิยายจริงๆได้แต่ว่าเรื่องแค่นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีได้ตอนนี้ทุกๆสิ่งที่เราเคยพูดไปเกี่ยวกับพื้นผิวของเนื้อเรื่องอย่างเช่น character พลอต และ setting ในอีกทางหนึ่งเราไม่ได้เอ่ยถึง Theme แต่มันอยู่ตรงนั้นวิธีในการที่คุณเลือกที่จะตีความเนื้อเรื่องอย่างไรมันเป็นเรื่องของความคิดเห็นผู้อ่านหลายๆคนสามารถที่จะตีความสิ่งที่แตกต่างกันจากนิยายได้สำหรับเราบทเรียนที่ดึงออกมาจากเนื้อเรื่องหรือบทสรุปที่ดึงออกมาเป็นอย่างนี้
ความรักที่ปราศจากความเชื่อใจก็เปล่าประโยชน์
นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเหมือนหรือเปล่าก็ไม่ใช่แล้วมันก็ไม่ได้ดูปรัชญาเกินเหตุด้วยและคุณสามารถที่จะทำมันให้เนียนกว่านี้ได้

ความบันเทิงปะทะความเข้าใจ

ตอนนี้เราจำกัดความ Themeว่าคือสิ่งที่เราตีความหมายในเหตุการณ์ของนิยาย เหตุการณ์ character ที่เกี่ยวข้องและฉากอยู่บนพื้นผิวของเนื้อเรื่อง Theme อยู่ภายใต้มันอีกทีตอนนี้คิดถึงมันจากมุมมองของผู้อ่านดูค่ะ

การเล่าเรื่องในพื้นผิวนั้นทำให้ผู้อ่านพึงพอใจที่ต้องการหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงและต้องการความบันเทิง
ภายใต้พื้นผิวของเนื้อเรื่องการเล่าเรื่องนั้นทำให้ตอบสนองความต้องการในการดึงเอาบทเรียนหรือว่าบทสรุปออกมาจากเหตุการณ์นั้นๆ ทำให้เขาเข้าใจเงื่อนไขของมนุษย์มากขึ้นตอนนี้ความเข้าใจเงื่อนไขของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเป็นเชิงกายภาพมันอาจจะเป็นทางด้านการเมืองสังคมหรือว่าสิ่งอะไรก็ได้ที่คุณชอบตรงนี้คุณอาจจะสามารถนำไปเขียนในนิยายของคุณได้ เช่น

  • ความรักที่ไม่มีความเชื่อใจเป็นหายนะ
  • โทษประหารชีวิตถูกหรือผิด
  • ความจำเป็นของสงคราม
  • เพื่อนสำคัญกว่าครอบครัวอย่างไรหรือว่าครอบครัวสำคัญกว่าเพื่อนอย่างไร
  • ความสมดุลระหว่างงานและงานอดิเรกในสังคมยุคปัจจุบัน

ในข้างต้นที่เราพูดไปมันอาจจะมีบางอันที่คุณสนใจแต่บังเอิญคุณอาจจะไม่สนใจแต่นั่นก็โอเคแล้วเขียนในสิ่งที่คุณสนใจและมันมีผลกระทบต่อชีวิตคุณจริงๆอ้ายมันเหมือนสิ่งที่ Dean Koontz ได้กล่าวไว้

“Theme คือหลักฐานหรือการสังเกตสิ่งที่เกี่ยวข้องหลายอย่างเกี่ยวกับบางแง่มุมของมนุษย์แล้วตีความมาเป็นมุมมองที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์ของผู้เขียน”

ถ้าคุณไม่รู้สึกอินกับธีมของคุณหลักฐานที่คุณจะพูดถึงเกี่ยวกับเงื่อนไขของมนุษย์ก็จะดูกลวงมาก
ถ้าTheme มีความหมายกับคุณในบางแง่มุมและคุณก็แน่ใจว่าคุณได้ตีความออกมาจากมุมมองที่พิเศษของคุณมากกว่าการที่จะให้ข้อคิดที่คนทั่วไปรู้กันอยู่แล้วคนอ่านก็จะนั่งลงแล้วก็สังเกตถึงแม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจว่าทำไม
เรามาดูคำจำกัดความสุดท้ายของthemeกันค่ะ

ทีมนั้นเป็น layer ที่ลึกๆของความหมายที่วิ่งอยู่ภายใต้พื้นผิวของเนื้อเรื่องในขณะที่เนื้อเรื่องผิวนั้นทำให้คนอ่านสนุก ธีมทำให้พวกเขาเข้าใจเงื่อนไขของมนุษย์มากขึ้นหรืออีกนัยหนึ่ง

นิยายเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คน( character)เรื่องที่แต่งขึ้น ประสบการณ์( พลอต) ในเวลาที่เฉพาะและสถานที่ที่เฉพาะ(ฉาก)
ประสบการณ์เหล่านี้ ธรรมชาติของพวกเขาและผลที่มีต่อ character จะทำให้ผู้อ่านได้บทสรุปบางอย่างต่อชีวิต
บทสรุปเหล่านี้ก็คือ theme ของคุณ

theme มีความหมายว่าอย่างไร ทำไมต้องยุ่งเกี่ยวกับ Theme ในเมื่อสิ่งที่เราต้องการจะเล่าก็คือเนื้อเรื่อง ถ้าคุณอยากจะเป็นนักเขียนนิยายที่ดีคุณต้องคิดเกี่ยวกับ Theme อย่างจริงจังไม่ว่าจะเป็นนิยายประเภทไหนที่คุณเขียนวรรณกรรมหรือประเภทอื่นๆมีเหตุผลอยู่ 4 ข้อที่คุณต้องรู้ก็คือ
ช่วยสร้างให้เกิดมิติของเนื้อเรื่อง

ความแตกต่างระหว่างเรื่องที่ขาด Theme และเรื่องที่มี Theme ก็คือความแตกต่างระหว่างไวน์ราคาถูกกับไวน์ราคาแพงคุณสามารถลองได้เลยไวน์ราคาถูกรสชาติจะติดอยู่ที่ลิ้นตราบเท่าที่ไวน์อยู่ที่ลิ้นแต่รสชาติจะหายไปเมื่อคุณหยุดกินไวน์แต่ไวน์ราคาแพงนั้นรสชาติจะติดอยู่ที่ลิ้นเป็นชั่วโมง

ประยุกต์สิ่งนั้นเข้ากับนิยายดู ถ้าคุณต้องการเขียนเนื้อเรื่องแนวสะเทือนขวัญด้วยคาแรคเตอร์ที่ดีและพล็อต ที่น่าจะเปิดอ่านแต่ไม่มี theme นิยายนั้นน่าอ่านแต่เดี๋ยวคุณก็จะลืมมันไป แต่ถ้านิยายนั้นในจุดที่ลึกลงไปมีการใส่การค้นหาความหมายเข้าไปด้วยมันไม่ใช่แค่เป็นการอ่านที่ดีอย่างเดียวแต่นักอ่านจะมีอะไรที่ทำให้เขาเนี่ยสามารถคิดถึงได้เมื่อเขาอ่านจบแล้วบางอย่างที่จะอยู่กับเขานานๆไปเมื่อเขาจบแชปเตอร์สุดท้ายนั่นคือพลังของTheme แต่มันอยู่ที่ตรงนี้ มันไม่มันไม่ดีถ้าจะใส่มิติลงไปในนิยายถ้า Theme นั้นมันชัดเจนเกินไปหรือว่าดูธรรมดาดูทั่วไปเกินไปมันอาจจะทำให้เนื้อเรื่องนั้นล้มเหลวในการที่จะทำให้คนอ่านรู้สึกได้จริงๆ

คุณจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่คุณพูดนะน่าสนใจและเฉพาะหรือ Original จริงๆคุณก็แค่พยายามที่จะพูดจากหัวใจจริงๆ
สมมุติว่าคุณเลือกความรักเป็นธีมของนิยาย อันนี้มันก็กว้างเกินไปคุณก็เลยจำกัดอยู่ที่ความรักที่ไม่สมหวังมันเป็นอะไรที่คุณมีประสบการณ์เยอะ สิ่งที่คุณต้องการที่จะหลีกหนีก็คือการใช้มุมมองของคนอื่นหรือความคิดของคนอื่นเกี่ยวกับความรักที่ไม่สมหวัง มันเป็นสิ่งที่คุณมีอะไรจะพูดเยอะอยู่แล้ว

แทนที่ทำอย่างนั้นทำให้นิยายเป็นการค้นหาของความหมายว่า theme มีความหมายกับคุณว่าอย่างไรใช้ประสบการณ์ตรงของคุณ Theme ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นปรัชญาแต่มันต้องถูกต้องเสมอสำหรับนักเล่าเรื่อง แรงกระตุ้นพื้นฐานของการเขียนนิยายก็คือการเปิดเผยความจริงที่คุณเห็นมันเพื่อที่จะแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตและแสดงให้คนเห็นว่าโลกของคุณผ่านตาของคุณนั้นมันเป็นอย่างไรถ้าคุณไม่ทำสิ่งนี้ด้วยความสัตย์จริงการเขียนนิยายก็เป็นแค่แบบฝึกหัดธรรมดาที่ไม่มีประโยชน์อะไร

ในโลกแห่งความเป็นจริงเราอาจจะไม่ได้จริงใจนะแต่การเขียนนิยายนั้นมันจะช่วยให้เราสร้างสิ่งที่เราต้องการจะบอกกับโลกนี้ขึ้นมาและทำให้เราจริงใจกับตัวเองมากขึ้นในการเขียนดังนั้นการเขียนนิยายมันจะเป็นการปอกเปลือกและเปิดเผยผู้คนสถานที่และเหตุการณ์สำหรับอะไรที่เขาเป็นจริงๆหรืออะไรที่เขาเป็นจากมุมมองของคุณและการทำสิ่งนั้นอย่างมีประสิทธิภาพคุณต้องเปล่าเปลือยก่อนที่จะไปถึงคนอ่านของคุณ

theme ช่วยให้ผู้อ่านนั้นเข้าใจ อันนี้ก็เป็นการขยายความจากข้อเบื้องต้นเราตัดสินใจที่จะใส่น้ำหนักหรือว่ามิติให้กับนิยายเพราะเราอยากจะให้ผู้อ่านนั้นคิดและคิดถึงเกี่ยวกับบางมุมมองของเงื่อนไขของมนุษย์เพราะว่าเขาจะต้องอยู่กับนิยายจนกว่าจะจบเรื่อง
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ

เพราะว่ามนุษย์ทุกคนต้องการความเข้าใจชีวิตที่ดีขึ้นเราตามหาความหมายของหลายๆเรื่องตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ว่าเราจะพบมันหรือไม่ก็ตาม

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราดูสารคดีที่ดีในทีวีหรือมีบทสนทนาที่มีความหมายกับเพื่อนในร้านอาหารหรืออ่านนิยายก็ตามแน่นอนเราก็รู้สึกบันเทิงส่วนหนึ่งและส่วนหนึ่งก็เข้าใจเราพยายามที่จะเข้าใจว่าความหมายของการเป็นมนุษย์คืออะไรในโลกศตวรรษที่ 21 นี้ดังนั้นถ้าเนื้อเรื่องของคุณนั้นมี Theme ที่เบาบางหรือ Theme อยู่ตรงนั้นแต่ว่าไม่ได้ทำให้คนอินคุณก็จะทำให้คนรู้สึกไม่พอใจ

Theme นั้นสามารถรักษาได้

เอาจริงๆนะการเขียนน่ะมันสามารถช่วยเหลือคุณได้นะ
ทุกอย่างที่เคยมีผลกระทบกับคุณไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีหรือเรื่องที่ร้ายคุณจะสามารถหาทางเขียนมันลงไปและอะไรที่เคยทำให้คุณเจ็บอาจจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆดังนั้นอย่ากลัวที่จะจับเอา Theme ที่เคยทำให้คุณเสียใจมาก่อน อย่างที่ Dianne Doubtfire เคยพูด
ประสบการณ์ที่เลวร้ายทำให้เราเขียนและทำให้เราค้นหามันอย่างลึกซึ้งเปลี่ยนมันกลายเป็นนิยายที่มีพลัง กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้มากขึ้นในชีวิตของเรานี่อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ให้รางวัลและรักษาเราไม่ใช่ในฐานะนักเขียนแต่สำหรับนักอ่านที่เจอเรื่องเดียวกันด้วยถ้าคุณเจอประสบการณ์ที่เจ็บปวด

ใครล่ะที่ไม่เจอประสบการณ์ที่เจ็บปวดเลยการเขียนนั้นลงในนิยายทำให้ช่วยให้คุณหายจากอาการที่เป็นอยู่ ไม่ได้บอกให้เขียนสิ่งนั้นออกมาตรงๆการเขียนประวัติชีวิตมันไม่ใช่อะไรที่เป็นเรื่องที่ดีแต่เราหมายถึงอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์นั้นๆต่างหากที่คุณต้องการจะเอามาเขียน มันบังคับให้คุณนำความรู้สึกออกมาและเปิดมัน วิเคราะห์มันและก้าวต่อไปโดยทิ้งมันไว้เบื้องหลังนี่ไม่ได้ทำให้คุณหายอย่างเดียวเท่านั้นมันยังทำให้ผู้อ่านหายอีกด้วย

Theme ช่วยให้คุณเล่าเรื่องอย่างโฟกัสมากขึ้น หวังว่า 3 ข้อข้างบนก็มากเพียงพอแล้วในการที่จะทำให้คุณจริงจังกับ Theme ให้เหมือนกับระบบการนำทางของนิยาย Theme บอกว่าอะไรที่เป็นของเนื้อเรื่องนี้และอะไรที่ไม่ใช่ของเนื้อเรื่องนี้และทางไหนที่เป็นทางที่ถูกต้อง ทางไหนคือทางที่ผิด ถ้าคุณเลือกความเศร้าเป็น theme ทุกๆฉากในนิยายของคุณต้องค้นหาเกี่ยวกับ theme นี้ถ้าในระหว่างเรื่องคุณไปโฟกัสที่ความผิดหรือความตะกละความโลภแทนที่จะเขียนถึงความเศร้าคุณก็ออกนอกเส้นทางแล้ว และทำให้เนื้อเรื่องของคุณหลุดโฟกัสได้