วิธีแก้อาการมือตกสุดชีวิต/วาดไม่ออก/ไม่มีคนสนใจ/ไม่มีชื่อเสียง

ทำยังไงมือตกถึง 6 ปีด้วยกัน ตอนแรกนี่คือมันเริ่มมาจากตอนแรกที่เราออกจากงานประจำก่อนเลยก็คือเหมือนกับตอนปี 2008 เราต้องออกจากงานประจำก่อนเลย เราต้องออกจากงานประจำเพราะเราป่วย หน้าที่การงานช่วงแรกของเราก็ดี แต่สุดท้ายเราก็ต้องออกจากงานที่สิงคโปร์เพราะว่าเราป่วย เราเศร้ามาก คิดว่าเราไม่ดี เราโทษตัวเอง ว่าเราไม่สามารถรักษางานที่เรารักไว้ได้ คือถ้าเราไม่สามารถรักษาสิ่งที่สำคัญได้ ต่อไปเราจะทำอะไรได้ แค่เรื่องงานเรายังรักษาไม่ได้เลย คิดโทษตัวเอง ย้อนไปมาซึ่งในความเป็นจริง ไทม์แมชชีนมันไม่มี สิ่งที่ทำได้คือทำใจสู้ต่อไป

เราพยายามอย่างมากที่จะทำให้คนๆนึงเห็น ให้เห็นในศักยภาพ ในสิ่งที่เรามีเราเลยพยายามมากในปี 2008-2011 งานก็จะได้ลงสื่อต่างประเทศ ได้ออกทีวีอะไรในช่วงนั้น เนื่องจากทำงานเยอะมาก เกิดโมเมนตัมเยอะ ผลลัพธ์ออกมาเยอะ เรามาค้นพบทีหลังว่า ความสำเร็จ ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเสมอไป เพราะตอนที่เราได้ทุกอย่าง เราไม่ได้มีความสุขมากขึ้น เราเลยคิดว่า แนวคิดที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ เราคิดผิดไปไหม เราคิดว่าถ้าเรามีทุกอย่างในชีวิต มีชื่อเสียง มีความสำเร็จ แล้วเราจะมีความสุขก็คือเหมือนตอนนั้นที่คิดไว้ เป็นแบบนั้น

พอมานั่งคิดดู มันไม่ใช่ แม้แต่ตัวเราเอง ยังไม่ยอมรับเลยว่า จริงๆแล้ว ความสุข จริงๆมันอยู่ระหว่างเดินทาง ไม่ใช่ ปลายทาง ความสุขของการปีนเขาไม่ใช่อยู่บนยอดเขา อย่างคนนั่งเคเบิลคาร์ อาจจะได้อีกวิวนึง แต่อาจจะไม่ฟินเท่าคนที่เดินจากตีนเขาไปยอด มันจะทำให้เรารู้สึก เลยว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่เราควรได้รับ เมื่อเราไปถึงจุดหมายแล้ว ถ้าถามว่า เราผ่านจุดนั้นมาได้ไง

จุดที่สูญเสียงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรเป็นของเราก่อน ตอนที่เราเกิด เราเกิดมาตัวคนเดียว ตอนตายก็ตายไปคนเดียว คุณเกิดมา สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือตัวคุณ ไม่มีอะไรแล้วในโลกนี้ที่แน่นอนเท่าตัวเรา คนอื่นอาจจะจากไปได้ แต่ตัวคุณไม่สามารถพรากตัวคุณเองไปจากตัวคุณได้ ในเวลาที่ทุกอย่างพังทลาย คุณต้องยอมรับก่อนว่า คุณไม่ได้มีสิ่งเหล่านั้นมาแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง หรือความรวย บิลเกตต์ เคยพูดไว้ว่า ถ้าเราเกิดมาจนเราไม่ผิด เราตายไปจนเราผิด

แต่พี่คิดว่าเราไม่ผิดนะ เราควรปล่อยวางในตอนที่ทุกอย่างพังทลาย มันไม่ได้เป็นของเรา ไม่มีอะไรติดตัวมาแต่แรก ถ้าเราตายไปโดยไม่ได้สิ่งนั้น มันก็ไม่เป็นไร อย่าคิดว่าถ้าไม่ได้สิ่งนั้นเราจะเจ็บ เราไม่ success ไม่ว่าจะอยากได้อะไรก็ตาม อย่าลืมว่ามันคือ ส่ิงที่อยู่นอกตัวเรา มันไม่สามารถควบคุมได้ โอกาสที่เราจะสูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันก็มีมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตกงาน อกหัก เข้ารพ. มันเกิดได้กับทุกคน มันอาจจะทำให้ทุกคนวาดไม่ออก มือตก ใครจะ topform อยู่ตลอดเวลา ศิลปินเอกยังมีเวลาที่ไม่ได้วาดรูป มันไม่มีใครหรอกครองแชมป์ตลอดไป topform ตลอดไป คนเราไม่มีการ topform ตลอดเวลา ถ้าเราเสียแชมป์ไป เราจะเสียใจไปทำไม ในเมื่อคนที่เป็นแชมป์โลก ความเป็นแชมป์ยังติดอยู่กับตัวเรา

การที่เราเสียสิ่งนั้นไป มันอาจจะไม่ได้ทำร้ายเรา แต่สิ่งที่ทำร้ายเราคือความคิดว่าเราเสียสิ่งนั้นไปต่างหาก คนเราไม่จำเป็นต้องมีอะไรทั้งนั้นแหละ นอกจากชีวิตของเรา ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ยังมีสิ่งนั้นได้ ถ้าวันนี้เราไม่สุข สักวันเราจะสุข ไม่มีใครทุกข์ตลอดไป อย่างน้อยเราก็ต้องมีความสุขสักช่วงนีงของชีวิต ถ้าวาดรูปไม่ออก หยุดก่อน อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะไปตะกายดาว โอเค เกือบทุกคนอยากดัง วาดรูป อยากให้มีคนติดตาม สนใจเยอะๆ ทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นที่ต้องการของสังคม เราจะเศร้าไปทำไม ย้อนกลับไปทฤษฎีก่อน ก็คือไม่มีอะไรเป็นของเรา

มันเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้นะ บางคนบอกว่า ทำงานดีๆดิ คนจะได้ชอบ มันไม่จริงเสมอไปนะ บางคนงานดี แต่คนไม่ติดตามก็มี อย่าคิดว่าได้ไลค์น้อยแล้วเราจะไม่มีคุณค่า ศิลปะมันคือการแสดงออก ไม่ต้องไปสนใจว่ามันจะได้กี่ไลค์ ทำไปเหอะสักวันจะมีคนเห็น หรือถ้าคนอื่นไม่เห็น เราก็เห็นเอง ถ้าเรามีชื่อเสียงสักวันก็จะมีคลื่นลูกใหม่มาแทน เราไม่ได้ท็อปฟอร์มตลอดเวลา เราไม่ใช่สิ่งที่สามารถกำหนดโชคชะตาได้ซะทีเดียว โชคชะตาวันนี้ขึ้นอยู่กับการกระทำในเมือวาน ถามว่าเชื่อเรื่องดวงไหม มันก็ส่วนนึง เช่น อยู่ถูกที่ถูกทางไหม ช่วงเวลาทุกข์มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป this too shall pass เจ็บนิดเดียวเดี๋ยวก็เช้านะ ถ้าวันนึงเราเดินไป เจอคนเอาปืนจ่อหัวแล้วถามว่า แกเสียใจไหม หรือพอใจกับชีวิตของตัวเองไหม มีอะไรไหม ที่เรายังไม่ได้ทำ เราจะเสียใจไหม ถ้าเราต้องตายไปตอนนั้น พี่คิดแบบนี้ตลอดเวลา ก็เลยทำให้พี่สามารถผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเรา คนรอบตัวมีความสุข ทำให้สังคมดี ถ้าให้สังคมไม่ได้ ก็ให้ตัวเองก่อน ตัวเองเป็นเบสิค อย่าคิดถึงตัวเองมากไป จนลืมคิดถึงคนอื่น ถ้าเลยไปถึงสังคมได้ก็ดี