The art of storyboarding with Lyndon Ruddy course lecture 1

The art of storyboarding with Lyndon Ruddy course lecture 1
 
ไปเรียนมาเขียนสตอรี่บอร์ดค่ะ ที่เว็บ Creature art teacher ของ แอรอน อนิเมเตอร์ของดิสนีย์
คือ คอร์สนี้ มันดีงามมากง่ะ เรียน 14 ชั่วโมง หัวแตกกันไป
สมัครสมาชิก สตรีมของ อาจารย์ AARON BLAISE เดือนนึง แล้วได้เรียนคอร์สนี้ พระเจ้าจอร์จ สนุกมากค่ะ ชอบมากๆ
 
คือ ถ้าสมาชิกรายปี AARON คุ้มมาก(เคยสมัคร เมื่อสองปีก่อน) ได้ทุกๆ product ที่ออกมาในปีนั้น แล้วไม่มีหมดอายุ ดาวน์โหลดได้ ดูแบบสตรีมได้ ใจดีมากๆ คอร์สแต่ละคอร์สก็ดีมากๆด้วยนะ ละเอียด แล้วก็ครอบคลุมดี
 
Storyboard Course Video Chapters:
 
00 Course Introduction
01 The Story Telling Process
02 Cuts & Shot Selection (เลคเชอร์มาถึงนี่แล้ว)
03 Framing, Eye-line & The rule of Thirds
04 The 180˚ Rule & Camera Angles
05 Using Camera for Mood & Power
06 Simulating the Moving Camera
07 Pans, Dolly & Crane Shots
08 Snaps, Zooms & Tracking Shots
09 Cinematic Staging & Framing
10 My Story Process
11 Thumbnailing A Sequence – Part 1
12 Thumbnailing A Sequence – Part 2
13 Final Storyboards – Part 1
14 Final Storyboards – Part 2
15 Final Storyboards – Part 3
 
 

บทที่ 1

 

Story reel คืออะไร?

 
เป็นหนังที่สร้างจากการวาดช็อตต่อๆกันเป็นเวลา 90 นาทีหรือเวลาที่หนังจริงใช้
 

Storyboard คืออะไร?

 
ต่างจาก comic ตรงที่ comic นั้นเป็น end product คือเป็น finish product ที่เสร็จแล้วในทันที แต่ storyboard เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวที่ทำให้นักเขียน และผู้กำกับไปในทิศทางเดียวกัน คุณสามารถเปลี่ยน shot และเปลี่ยนเนื้อเรื่อง ในขณะที่ production.ดำเนินไป บอกเนื้อเร่องผ่านทางมุมกล้อง เป็นเครื่องมือที่จะแสดงไอเดียออกไปอย่างรวดเร็ว และสามารถเห็นสีหน้า สี และอื่นๆ story reel เป็นส่วนที่คนทั่วไปไม่เห็น เพราะเป็นส่วนเบื้องหลัง
 

บทที่ 2

 

การเลือก cut และ shot

อะไรคือ cut?

 
ก่อนอื่น เอาสิ่งที่คนเข้าใจกัน มันคือ การเปลี่ยนช็อต จากช็อตหนึ่งไปอีกช็อตหนึ่ง ก็คือ มีการเปลี่ยนแบ็คกราวน์และท่าทางตัวละคร (คือมันต้องมีการเปลี่ยนทุกอย่างในฉากไปอีกฉากหนึ่ง) จริงๆส่วน cut ก็คือ transition จากช็อตไปอีกช็อต
 

Walter Merch พูดถึง rule of six

Emotion ถ้าสองคาแรคเตอร์คุยกัน แล้วมีโมเมนต์ที่เป็นอารมณ์ เราสามารถคัทได้ เวลาเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคุณต้องการโชว์ข้อมูล เช่น ช็อทยาว หรือเมื่อคัทแล้ว ต้องคัทไปที่คาแรคเตอร์ที่สำคัญ อันต่อมาคือ จังหวะและการเลื่อนไหล ช็อทนึงอาจจะเป็นคำถาม อีกช็อทนึงอาจจะเป็นคำตอบ ถ้าไม่มีคำถามคำตอบ มันก็จะไม่มีเนื้อเรื่อง
 

– ลองช็อท –

ใช้ในเริ่มต้นของฉาก ทำให้เรารู้ว่าคาแรคเตอร์อยู่ไหน เวลาเป็นเวลาอะไร ไม่มีดีเทลหรือรายละเอียดของคาแรคเตอร์มากนัก ให้ข้อมูลว่าคาแรคเตอร์อยู่ที่ไหน บริบทของสิ่งแวดล้อม ถ้าเราไม่มีลองช็อท เราก็จะไม่รู้ว่าคาแรคเตอร์อยู่ไหนในโลก ดู cinematic
 

– ไวเดอร์ช็อต –

เห็นสถานที่ แต่เริ่มรู็ว่าคาแรคเตอร์กำลังทำอะไร ทำให้เรารู้ว่าคาแรคเตอร์กำลังทำอะไรในฉาก ฉากเป็นยังไงนิดหน่อยๆ แต่ทำให้เห็นโดยรวมว่า คาแรคเตอร์กำลังทำอะไร ตายหรือยัง ทำให้ข้อมูลของคาแรคเตอร์ชัดเจน เห็นลักษณะคาแรคเตอร์คร่าวๆ ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของตัวละคร กับตัวละครอื่นๆ เราจะต้องแสดงให้เห็นท่าทางของคาแรคเตอร์เพื่อให้ข้อมูลคนดู เราต้องการแสดงให้เห็นว่าคาแรคเตอร์กำลังทำอะไรอยู่
 

-มีเดียมไวด์-

ฉากไม่ค่อยสำคัญในมีเดียมไวด์ เราจะเห็นท่าทางของคาแรคเตอร์และอื่นๆ เห็นภาษาท่าทางของคาแรคเตอร์ เห็นอารมณ์และอื่นๆ ใช้เฟรมให้เป็นประโยชน์
 

– มีเดียมช็อท –

แค่ช่วงสะโพกขึ้นไป เราจะเริ่มเห็น หน้าตาตัวละคร ฉากเริ่มไม่สำคัญเท่าไร มันกว้างพอที่เราจะแสดง body language ต่างๆได้ เราเห็นคาแรคเตอร์ทำอะไร เราพอจะรู้ว่า คาแรคเตอร์มีการปะทะกันหรืออะไรทำนองนี้ เราเห็นสีหน้าส่วนนึงด้วย เห็นสีหน้าตัวละครที่เปลี่ยนได้
 

-โคลสอัพช็อท-

คนส่วนมาก ใช้โคลสอัพมากเกินไป แต่จริงๆควรใช้ตอนที่เราจะเน้นจริงๆ เหมือนเครื่องหมายตกใจ และพยายามเล่าเรื่องโดยใช้ มีเดียมช็อท อย่าใช้เยอะ ในทีวีใช้เยอะ เพราะทีวีมันแคบ แต่จอหนังมันกว้าง เห็นสีหน้า ท่าทาง เน้นสีหน้าตัวละคร อย่าไปเน้น มือตัวละคร หรือท่าทาง เอาไว้ใช้ใน wider shot แทน
 

-เอ็กทรีมโคลสอัพ –

 
เน้นดีเทลรายละเอียด ตาจมูกปาก เห็นลักษณะดวงตา บางที อาจจะซูมไปที่ตา ช็อทเหล่านี้ ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมากไปกว่าข้อมูลของสิ่งของ หรือ หน้าตาตัวละคร ที่มีรายละเอียดการเล่ามากขึ้น ช็อทนี้จะดู symbolic
 
ให้เล่นกับกรอบของเฟรม วางแผนช็อตดีๆ องค์ประกอบดีๆ อย่าให้คนดูสนใจอย่างอื่น นอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช็อต การที่เราจะ move กล้องเข้าใกล้คาแรคเตอร์ มันหมายความว่า เราจะแสดงให้คนดูเห็นว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นในใจ ของคาแรคเตอร์ การเลือกช็อตก็ต้องแสดงให้เห็นว่า เราต้องการจะสื่ออะไรให้กับคนดู ต้องการเล่าอะไร ยิ่งกล้องใกล้ ยิ่งตึงเครียด
 
ถ้าเราสามารถแสดงเรื่องสองคาแรคเตอร์ หรือทุกคาแรคเตอร์ที่เราจะเล่าในช็อคเดียวกันได้ นั้นคือเรื่องที่ดี

บทที่ 3

เฟรม ระดับสายตา และกฏสามส่วน

มีกฏบางอย่างที่เราสามารถเฟรมคาแรคเตอร์ได้

ถ้าเรารู้กฏเล่านั้น เราสามารถหลีกเลี่ยง หรือ ไม่ใช้กฏนั้นได้ในบางครั้ง

ระดับสายตาในกล้อง (eyeline)

เวลาคนดู ดูช็อตต่างๆ เขาจะดูจากบนลงล่าง เหมือนเวลาที่อ่านหนังสือ จากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายในบางประเทศ คาแรคเตอร์จะต้องถูกวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพราะคัทจะเกิดขึ้นเร็วมาก และเราต้องเห็นคาแรคเตอร์โดยไม่เสียความสนใจไปก่อน เราอาจจะต้องวาง eyeline ของคาแรคเตอร์อยู่ช่วงบน หนึ่งในสามของเฟรม

กฏสามส่วน

แบ่งเฟรมเป็นสามส่วนแนวตั้งแนวนอนเท่ากัน วางจุดสนใจไว้ตรงจุดตัดของจอ คนจะสนใจมากกว่า เป็นหลักการที่ ช่างภาพใช้ ใช้กับ over shoulder shot เช่นกัน สามารถใช้ได้กับ การวางคาแรคเตอร์หลายๆแบบในฉาก

การวางคาแรคเตอร์ในเฟรม

หลีกเลี่ยงการวางคาแรคเตอร์เท่าๆกันในฉาก เช็ค eyeline ก่อนเลย แล้วก็เช็คแกน Z เราควรจะใช้แกน Z ด้วยในการวางตัวละครในช็อต เห็นความลึกของช็อตในคาแรคเตอร์

หลีกเลี่ยงการวางคาแรคเตอร์ในแนวแกน Xอย่างเดียว

บทที่ 4

กฏ 180 องศา

เวลาที่เราวาดคาแรคเตอร์นั้น ต้องอย่าลืมว่า มุมกล้องของคาแรคเตอร์เมื่อมองจาก floor plan แล้ว มันจะเป็น 180 องศาของด้านซ้ายมือ หรือขวามือด้านใดด้านหนึ่ง เวลาเรา ถ่ายเสมอ ไม่เช่นนั้น มันจะไม่เหมือนคาแรคเตอร์คุยกันอยู่

วิธีใช้มุมกล้องใน storyboard

มุมต่ำ low angle

ใช้ในการแสดงอำนาจคาแรคเตอร์

เอียงกล้องเล็กน้อยสามารถทำให้คาแรคเตอร์ดูกลัวได้

ถ้ามุมกล้องกว้าง ก็แสดงให้เห็นสถานการณ์คร่าวๆ เป็นช็อตเริ่มต้นได้

upshot

มีคาแรคเตอร์อีกคาแรคเตอร์นึงอยู่ข้างบน แสดงให้เห็นว่าอีกคนนั้นมีพลังอำนาจมากกว่า

มุมสูง

แสดงให้เห็นความอ่อนแอ

แสดงให้เห็นสิ่งที่หายไปในฉากเช่นกุญแจหาย

มุมสูง downshift – high angle

เป็นมุมแสดงอำนาจได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราใช้

แสดงให้เห็นทุกอย่าง เป็นช็อตเริ่มต้นได้

Candid or dutch angle

แสดงให้เห็นคาแรคเตอร์รู้สึกสับสน

บทที่ 5

ในช็อตนี้ คาแรคเตอร์ทางขวาดูมีพลังอำนาจมากกว่าคาแรคเตอร์ทางซ้าย

ช็อตที่สอง คาแรคเตอร์ขวาก็ยังมีอำนาจกว่า

รูปที่สาม เป็นมุมต่ำ มองขึ้น แสดงถึงอำนาจ

รูปสุดท้าย มองลง แสดงให้เห็นความอ่อนแอ กำลังจะถูก take หรือมาเอาไป เลือกใช้มุมสูงมองลง เพื่อแสดงให้เห็นความอ่อนแอของคาแรคเตอร์

ช็อตแรก ยื่นกระเป๋าให้ ลดความตึงเครียดลง เป็น wider shot ยื่นกระเป๋าส่งให้ แต่ผู้หญิงก็ยังใหญ่กว่า แสดงให้เห็นพลังอำนาจที่มากกว่าอยู่ดี

ต่อมา เป็น Long shot  long shot มากๆ มากที่สุดเท่าที่เราจะเห็นได้

และเหมือนมีบางคนกำลังดูคาแรคเตอร์สองตัวนี้อยู่ ทำให้ท้งสองคาแรคเตอร์นี้ ดูอ่อนแอไปเลย เพราะอยู่ข้างใต้เฟรม ใต้เส้น eye line

เมื่อตัด ฉากต่อไป เป็นปืน ปืน ยื่นออกมาจากกำแพง ฉากนี้ ปืนอยู่เหนือ อยู่ด้านบน ทำให้คาแรคเตอร์ทั้งสองดู อ่อนแอ กลายเป็นเหยื่อในฉากนี้ ปืนมีอำนาจที่สุดในฉาก