ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพที่เป็นกระแสช่วงนี้

กรณีภาพที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ไม่ขอมีภาพประกอบนะ

มองว่าที่น้องทำแปลกตาดี ในเชิงศิลปะ แต่มันก็ controversy หละนะ เรื่องนี้ไปแตะยาก มันเกี่ยวกับความศรัทธา ส่วนตัวเราเปิดรับงานทุกแนว ที่คราฟท์ผ่านกระบวนการ คิดหน่อย

เอาจริงๆให้เราวิจารณ์ในแง่ศิลปะนะ เราดูภาพน้องทั้งเซ็ทแล้ว อย่างที่บอกคือ เราไม่ได้มีศาสนาใดเป็นพิเศษเราก็จะมองกลางๆนะ คือเราว่า มันแปลกดีไง ถามว่าสวยมั้ย คือมันก็สวย ไม่ใช่เทสเราคือไม่ใช่แนวที่ปกติเราดู แค่เราชอบตรงน้องกล้าที่จะแตะสิ่งที่ controversial แต่สิ่งเหล่านี้ เมื่อแตะแล้ว เราต้องรับผลของมัน ทั้งบวกและลบ แต่จุดยืนน้อง เป็นสิ่งที่ดีในเชิงศิลปะ และสร้างอิมแพคได้ ถ้าเอาที่เซธ โกดินบอก ศิลปะคือการเปลี่ยนแปลงคน อันนี้เปลี่ยนคนได้จริง เราเห็นเลยว่า ใครมีวุฒิภาวะแค่ไหนในการแสดงความเห็น และหยิบจับประเด็นมาพูดหรือวิจารณ์ต่อ มันจะมีคนที่โกรธไม่ลืมหูลืมตา สบถคำเลวร้ายออกมา และคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ แต่จริงๆแทนที่จะเรียกว่าเปลี่ยน เรียกว่าโชว์สัญชาติญาณแต่ละคนออกมาดีกว่า

หลายๆคนบอกว่าเราศาสนาอะไร เราอ่านไบเบิล อ่านหลักศาสนาพุทธ เชื่อว่าพระเจ้า และพระพุทธเจ้ามีจริง
เราไม่ใช่พุทธ และยังไม่ใช่คริสต์ เรามีความเชื่อมิกซ์หลายอย่างเกินไป เราเชื่อในพลังยูนิเวอร์แซลว่ามีจริง
แต่เราห้อยพระ เพราะพ่อแม่เราเขาสบายใจตรงนั้น เขาเชื่อว่าถ้าเราห้อยพระเราปลอดภัย เราก็ทำเพื่อให้เขาสบายใจ

มีเพื่อนถามว่า เป็นศาสนาอื่น ๆเชื่อในกรรม?
กรรมมันเป็นฟิสิกส์ ทำไรได้งั้น
ถ้าถามอีกว่า ตอนนี้ศาสนาอะไร?
เราไม่ได้ตัดสินใจนะ แต่คงจะไม่ตัดสินใจไปเรื่อยๆก่อน
เพราะเราชอบเรียนรู้

ชอบศึกษาไปเรื่อยๆหลายๆศาสนา
ชอบคุยกับเพื่อน เรื่อง ความเชื่อที่แตกต่างกันมากๆ
เรามีความสงสัยหลายอย่างเกินไปและไม่มีศาสนาไหนตอบคำถามเราได้หมดจริงๆ
หรือถึงตอบได้นี่ เราไม่ได้เข้าใจทั้งหมด

เราเริ่มเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนเราไปทำงานต่างประเทศ
เราพบว่าเพื่อนๆมีหลายศาสนากันมาก
และเราค้นพบอีกอย่างที่คนเราสามารถเป็นได้คือ free thinker หรือคนที่มีความเชื่อหลายๆอย่าง
ในที่ๆเราไปอยู่มีทั้งแอกนอสติค อะเทอิส
และเราค้นพบว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเชื่อในอะไรก็ได้ที่เราอยากจะเชื่อ
โดยเคารพสิทธิของคนอื่นๆ

มีความเห็นเพิ่มเติมจากน้องปุ้ยอยากเก็บเขียนดีมากค่ะ

โดยส่วนตัวพี่ งานที่ใช้ความคิดน้อย ตีความง่ายๆชั้นเดียว = มีโอกาสจะมีคนที่ชื่นชอบงานประเภทนี้อยู่มาก เพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมเวลาดูภา่พ เขาไม่ได้ดูที่บริบทความลึกหรือเปล่าคะ หรือไม่ได้ดูที่ความลึกซึ้ง ก็เลยทำให้งานง่ายๆตรงไปตรงมา จึงจับกลุ่มแมสอยู่ แต่บางทีงานที่สะดุดตา ก็อาจจะทำให้งานนั้นเป็นที่โจษจัน แต่โจษจันต่อแล้ว แล้วจะอยู่ในวงการต่อยังไง จัดการกับชีวิตหลังจากที่เจอดราม่ายังไง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ พี่มองในแง่จุดประกายสังคม ต่อยอดอะไรแบบนี้

น้องปุ้ยว่างี้ค่ะ

Prapaipuk Puichii Niamrat
ส่วนตัวหนูรู้สึกว่าน้องยังคิดน้อย​
ทำการบ้านน้อยกับรูปเเบบงานที่เลือกมา
ทางเเง่ของสัญญะในงานที่ยกมาใช้เเละการนำเสนอที่ดูทำได้ไม่ดีพอ​ มันให้อารมณ์เเบบเหมือนคิดอะไรออกใส่อันนั้นเลยเป็นความคิดชั้นเดียว
ซึ่งจากจุดนี้จึงอาจทำให้มีการสวนทางกับเเง่มุมที่เจ้าตัวต้องการนำเสนอ​ เเละทำให้การตีความเเตกออกเพราะความไม่ชัดเจนทางวิชวลที่ออกมาด้วยน่ะค่ะ
อย่างมุมมองเรื่องที่น้องนำเสนอเอาจริงๆ​​​ สำหรับในไทยไม่ใช่อะไรใหม่​เลยค่ะ​ เพราะงานเเนวประชดเสียดสีเชิงศาสนา​ สังคมก็เห็นบ่อยอยู่​ ที่เเรงกว่านี้เเละศเลปินยังทำงานออกมาหลังโดนดราม่ารุนเเรงเรื่องๆ​ ยกตัวอย่างงานของคุณ​ อนุพงศ์​ จันทร​ ภาพภิษุสันดานกา​ อันนี้งานเเรงมากเเต่การนำเสนอทั้งเทคนิค​ วัสดุจะมีความอิมเเพ็ค​ คมเเละลึกซึ้งกว่า

Prapaipuk Puichii Niamrat

ในเเง่มุมของงานศิลปะมันไม่ผิดเลยที่ศิลปิที่จะนำเสนอผลงานเบบนี้​ เพราะศิลปะเป็นเรื่องของความอิสระในการเเสดงออก​

เเต่ถ้างานมีเนื้อหาที่สร้างความอ่อนไหวทางความรุ้สึกให้กับสังคม​(ไทย)

เเละเพราะว่าศิลปินเเละศิลปะไม่ได้อนู่โดดเดี่ยวในสังคม​ (โดยเฉพาะสังคมที่ไม่ได้สอนให้คนโดยส่วนใหญ่เข้าใจงานศิลปะ​)​ ศิลปินอาจจะต้องใช้วิธีที่เเยบยลเเละคมคายมากกว่านี้​

เพราะเมื่อภาพที่นำเสนอออกไม่เคลียร์พอให้ไปทางใดทางหนึ่ง​ในการนำเสนอมันก็จะเกิดประเด็นประมานนี้เเหละค่ะ

ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เคลียร์ของสิ่งที่นำเสนอ

ส่วนหนึ่งเกิดจากเเง่มุมการตีความ​ เเละประสบการณ์ที่สร้างชุดความคิดของผู้ดูเเต่ละท่านที่ไม่เหมือนกัน​

พูดถึงประเด็นละเอียดอ่อน เรานึกถึงประเด็นพอร์นต่อ คือเราไม่ได้แอนตี้มัน

และไม่ได้แอนตี้คนที่ทำนะ เราว่าคนทำกล้าดี แต่ต้องรับผลนั้นๆได้นะ แค่เราเป็น Asexual เราเลยไม่ทำ
เรามองงานเป็นสามแบบ 1.สวย 2.คราฟท์ 3.คิด
งานที่ดี มันสวย ในเชิงอะคาเดมิค แต่มันอาจจะไม่คราฟท์ในเชิงแนวความคิด และเผอิญเราชอบงานคราฟท์
พอร์นที่คราฟ มีจริง แต่พอร์นส่วนมาก เป้าหมายของมันก็รู้ๆอยู่ จึงเป็นการสื่ออย่างตรงไปตรงมามากกว่า

ทำไมเราชอบงานคราฟท์ ?
เพราะเรามองว่า ความสวยก็อปปี้ง่าย ไอเดียก็อปปี้ยาก
ถ้าได้เงินเร็ว ขายเรื่องเกี่ยวกับเพศมันง่ายกว่าทำปกติ
ความสวย ถ้าเราหัด อะคาเดมิคแม่นๆก็ทำได้แล้ว ฝีมือฝึกงายกว่าแนวคิด
งานที่คราฟท์แล้วทาง’แนวคิด’แสตนฟอร์อะไรบางอย่าง
จึงน่าที่จะอนุรักษ์สืบสาน ไปจนรุ่นลูกหลาน….555

มันเหมือนกับ ตึกสวย แต่พอเข้าไปอยู่ในสเปซจริง
พอว่าเราอึดอัด หรือไม่สะดวกสบาย ฟังก์ชันไม่ดี
ถ้างานสวยที่ภายนอก ไม่มีแนวคิดเบื้องหลังเลย
มันจะเหมือนคนสวยมากๆๆๆๆแต่ข้างในไม่มีอะไรนะ

และขอโทษด้วยเราแค่แสดงความคิด อาจจะไม่ถูกใจใครหลายๆคน

ส่วนเรื่อง orientation คือเราเพิ่งมาเปิดตัวทีหลังว่าเป็น Asexual ตอนแก่ เพราะเราอาย เหอๆๆๆ ตอนแรกเราคิดว่าเราผิดปกติ แต่พอเซิร์จดู อ้าว มีคนเหมือนเราเยอะมาก แถมมีชื่อเรียก orientationเสร็จสรรพ มันไม่ใช่การป่วยนะ มันเป็นเพศทางเลือก

ตอนแรก(ไม่นานมานี้) เรานึกว่าเราเป็นไบ แต่มันไม่ใช่น่ะ อันนี้แหละคิดว่าใช่

“ถ้าเราปลูกฝังตั้งแต่แรกเริ่มว่าแรงดึงดูดทางเพศกับแรงดึงดูดทางใจนั้นเป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน คนเราอาจจะได้ค้นพบตัวตนของตัวเองมากขึ้น”