นักเขียนนิยาย และความท้าทาย 4 อย่างที่จะต้องพบ

มีความท้าทาย 4 อย่างที่ นักเขียนนิยาย จะต้องพบค่ะ

นักเขียนนิยาย

นักเขียนนิยายและ ความท้าทายที่ 1 การผัดวันประกันพรุ่ง

ไม่ใช่ นักเขียนนิยายทุกคนที่จะยอมรับว่าตัวเองมีข้อเสียนี้การผัดวันประกันพรุ่งก็คือบางทีคุณอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ดีพอที่จะเขียนเรื่องนี้หรือไม่ก็อาจจะดีเกินไปที่จะเขียนเรื่องนี้ คุณก็เลยรู้สึกว่าแทนที่จะปะทะกับหน้ากระดาษเปล่าๆคุณกลับหนีสิ่งนั้นแล้วทำอย่างอื่นแทน การผัดวันประกันพรุ่งหลายๆคนนั้นเป็น และรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ขัดขวางความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งแต่ไม่รู้ว่าจะมีวิธีในการจัดการอย่างไร เราบอกได้เลยว่าการลงมือทำนั้นสำคัญมากค่ะถ้าคุณลงมือทำไปแล้วมันจะมีโมเมนตัมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ถ้าคุณไม่เริ่มลงมือทำเลยสิ่งนั้นก็จะไม่เกิดขึ้นเลย

นักเขียนนิยาย และ ความท้าทายที่ 2 ไม่ใช่นักเขียนทุกคนที่เกิดมาเท่าเทียมกัน

การเขียนเรื่องมันเกี่ยวกับการสร้างให้เกิดโมเมนต์ที่มีความรุ่มรวยและซับซ้อนและก็เชื่อมเอาโมเมนต์เหล่านั้นเข้าด้วยกันในรูปแบบของเวลาที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งสิ่งนี้จะต้องอาศัยสมองทั้งสองซีกของเรา เมื่อสมองทั้ง 2 ซีกมีความสมดุลและทำงานด้วยกัน ก็จะสร้างให้เกิดเรื่องราวที่มีความซื่อสัตย์และเป็นจริงมากขึ้น

นักเขียนมีทั้งเขียนด้วยสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาซึ่งนักเขียนทั้ง 2 ซีกนี้มีจุดเด่นจุดด้อยไม่เหมือนกันและมีจุดอ่อนและจุดได้เปรียบที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน

นักเขียน 2 แบบ

  • นักเขียนแนววิเคราะห์แนวใส่ใจรายละเอียด,bottom up(เขียนจากตัวเรื่องไปสู่การสร้างโลก) นั่นก็คือการเขียนสมองซีกซ้ายที่คิดเป็นคำพูดมากกว่าคิดเป็นภาพและเขียนในสิ่งที่เป็นการกระทำมากกว่า
  • นักเขียนแนวสร้างสรรค์ ภาพรวมใหญ่ ,top down(มีรายละเอียดของโลกอยู่แล้วแล้วเขียนจากตรงนั้น) , นักเขียนสมองซีกขวาคิดเป็นภาพมากกว่าคิดเป็นภาษาและเริ่มที่จะเขียน character และโมเมนต์ด้วยประสาทสัมผัสความคิดและการโต้ตอบเชิงกายภาพ

ง่ายๆก็คือทั้งสองหมวดหมู่นั้นนักเขียนแนวใช้สมองซีกซ้ายหรือว่าใช้การวิเคราะห์มักจะชอบเขียนในฉากแอ็คชั่นที่เข้มข้นมากกว่าแล้วก็เขียนเรื่องที่เป็นเส้นตรงมากกว่า นอกจากนี้ นักเขียนสมองซีกซ้ายยังมักจะชอบในการวางแผนplot เรื่องก่อนที่จะเขียนอีกด้วย ส่วนมากเขาจะเรียกตัวเองว่าพลอตเตอร์ พวกนี้มีปัญหาในการระบายออกมาเป็นคำพูดน้อยมาก

ส่วนนักเขียนที่เป็นสมองซีกขวาที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเขียนเรื่องชอบเขียนเกี่ยวกับเนื้อเรื่องคาแรคเตอร์และก็การเปลี่ยนแปลงเชิงอารมณ์ของ character  นักเขียนเหล่านี้มักจะใช้แรงบันดาลใจในการที่จะเขียนสิ่งต่างๆออกมาสู่หน้านิยาย พวกเขาจะหลีกเลี่ยงในการที่จะเขียนวางแผนพล็อตก่อนหรือวางโครงเรื่องก่อน พวกนี้เรียกตัวเองว่า Pantsers พวกเขาจะไม่ค่อยมีปัญหาในการเขียนระบายหรือแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเท่าไหร่แล้วก็มีความสามารถในการมองเห็นเนื้อเรื่องแบบองค์รวมได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ลงลึกเรื่องรายละเอียดก็ตาม เวลาที่เราค้นพบแล้วว่ามีนักเขียนอยู่ 2 ประเภทแบบนี้เราจะไม่สงสัยเลยว่าทำไมหลายๆคนชอบเขียนต้นแล้วหลายๆคนชอบวางแผนก่อน

ความสมดุลทำให้เนื้อเรื่องดีขึ้นได้ด้วยถ้าคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับว่าตัวเองต้องการอะไรคุณก็จะมีเนื้อเรื่องเริ่มต้นที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว และพล็อตก็จะทำให้คนอ่านนั้นเปิดหน้าถัดไปเมื่อตัวละครมีจุดมุ่งหมายที่ขัดแย้งกัน มันก็จะสร้างให้เกิดความตื่นเต้นบนหน้ากระดาษ

แปลว่าความตื่นเต้นนั้นไม่เพียงพอ การเขียนเรื่องเกี่ยวกับการสำรวจแนวความคิดของ character ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง การโฟกัสที่ character จะทำให้เพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างคาแรคเตอร์และผู้อ่านในระดับอารมณ์เช่นเดียวกับระดับเหตุผล

นักเขียนนิยาย

นักเขียนนิยายและ ความท้าทายที่ 3 วินัยและโครงสร้าง

ไม่ว่าคุณจะชอบในการเขียนเรื่องที่มี Action มากกว่าหรือเขียนเรื่องที่มีการโฟกัสที่อารมณ์ของคาแรคเตอร์มากกว่าคุณจะพบว่ามันง่ายที่จะคงเอาวินัยในการเขียนของคุณ ถ้าคุณเซ็ทเป้าหมายเพื่อตัวเอง

นักเขียนสมองซีกซ้ายมักจะมีปัญหาน้อยกว่าในการเขียนส่วนแรกของความท้าทายอันนี้ นอกจากการสร้างเป้าหมายให้กับตัวละครของเขาเขายังสร้างเป้าหมายให้กับตัวเองและจัดตารางเวลาเพื่อทำมันให้สำเร็จอีกด้วยในเวลาเดียวกันเพราะว่าพวกเขาเป็นประเภทตรรกะแล้วก็เป็นนักเขียนที่เป็นเส้นตรง ก็เลยหงุดหงิดเวลาที่มีบางอย่างที่ไม่ได้วางแผนออกมาในเนื้อเรื่องคนที่ใช้สมองซีกซ้ายจะมีปัญหาในการที่จะเขียนอะไรก็ได้ลงไปในกระดาษเพราะว่าพวกเขาจะรู้สึกว่ามันน่าหงุดหงิดที่ทุกอย่างไม่สามารถวางแผน

ในจุดนี้นักเขียนสมองซีกซ้ายจะพบอุปสรรคใหญ่อยู่ 2 อย่าง

  1. การขาดความรู้ในศิลปะในการทำให้ character มีชีวิตขึ้นมา 
  2. นักวิจารณ์ภายในที่มักจะวิจารณ์เรื่องของตัวเองระหว่างที่เขียนแล้วก็แก้ไขไปมาระหว่างที่เขียน

นักเขียนสมองซีกขวาในทางตรงกันข้ามพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่ดีแล้วก็มองจะเห็นภาพรวมของเนื้อเรื่องมากกว่าคนที่เป็นสมองซีกซ้ายมาก  นอกจากนี้พลังในการที่จะเขียนของพวกเขานั้นมาจากสิ่งภายนอกมากกว่าทำให้พวกเขาสามารถที่จะเขียนออกมาได้ดีในช่วงเริ่มแรกของการสร้างเรื่อง สร้างให้เกิดเนื้อเรื่องที่น่าสนใจออกมาเป็นวิสัยทัศน์และแนวความคิดความฝันและแรงบันดาลใจหลั่งไหลเข้าไปสู่เนื้อเรื่องนั้นๆ

อย่างไรก็ตามเขาก็มีอุปสรรคสำคัญเช่นกันเมื่อถึงเรื่องที่จะต้องทำให้เนื้อเรื่องนั้นมันเป็นรูปธรรมเพื่อคาแรคเตอร์และก็เพื่อตัวเขาเอง ถึงเวลาเขียนจริงเขามักจะรีไรท์เนื้อเรื่องบ่อยๆ 

  1. การสร้างโครงสร้างให้กับเนื้อเรื่องของตัวเอง
  2. การจัดการนักวิจารณ์ภายในเช่นเดียวกับนักเขียนสมองซีกซ้าย 

นักเขียนนิยาย และ ความท้าทายที่ 4 โรคกลับไปที่จุดเริ่มต้น

นักเขียนหลายคนเจอกับอุปสรรคข้อนี้เผชิญหน้ากับความท้าทายและความไม่แน่นอนและฝืนตัวเองในการที่จะไปข้างหน้า แต่พวกเขากลับเริ่มต้นใหม่หมดเลย ข้อนี้เราก็เคยเป็นค่ะแล้วก็เป็นอยู่หลายๆรอบแล้วก็รู้สึกว่ามันทรมานมากๆในการที่จะทำให้งานนั้นออกมาดีที่สุดแต่ว่าเรากลับไม่ไปข้างหน้าสักทีแล้วก็แก้ไขในสิ่งเดิมๆอยู่ที่เดิมมานานมาก เพราะว่าสิ่งนี้จะทำให้เรื่องเราไม่มีทางเขียนจบเลยเพราะว่าเรากลับไปแก้ที่จุดเริ่มต้นทุกครั้งแล้วก็พยายามทำให้ดีขึ้นก็จริงแต่ว่ามันก็จะมีอะไรบางอย่างที่เราไม่พอใจอยู่นั่นแล้วก็ทำให้เรากลับไปแก้อีกครั้งเรื่อยๆเรื่อยๆจนไม่มีที่สิ้นสุดแล้วก็กลายเป็นลูปมรณะ 

ทำไมนักเขียนชอบกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่ทำให้เรื่องไม่เสร็จ

  1. เพราะว่าโดยมากแล้ว การเขียนเรื่องในช่วงเริ่มต้นนั้นเป็นการแนะนำโลกของเราให้คนอื่นรู้จักเราจะพูดถึงตัวเรื่องเองค่อนข้างเยอะมาก เราจะแนะนำและก็ใส่ข้อมูลให้กับผู้ดูค่อนข้างเยอะมากเช่นกัน แนะนำตัวละครแล้วก็อื่นๆเพราะฉะนั้นเราจึงรู้สึกว่าในจุดนี้เราเป็นผู้ควบคุมมากกว่าจะถูกควบคุมแต่พอเขียนไปเรื่อยๆเมื่อถึงจุดที่เราจะต้องแสดงอารมณ์ของตัวละครในตอนกลางๆเรื่องเราจะรู้สึกว่ามันติดขัดมันไม่สามารถไปต่อได้และเรากลายเป็นผู้ถูกควบคุม 
  2. ในช่วงกลางของเนื้อเรื่องมันมักจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นระหว่างตัวคาแรคเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมาดังนั้นจะมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงตัวคาแรคเตอร์ที่แท้จริงสำหรับนักเขียนที่ต้องการทุกอย่างให้เป็นสิ่งที่ดีและเรียบร้อยในช่วงกลางเรื่องมันจะทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด และอยากกลับไปจุดเริ่มต้น
  3. การกลับไปมันง่ายกว่าการที่จะไปต่อค่ะ
  4. จุดเริ่มต้นของเรื่องเป็นแค่ 1 ใน 4 ของเรื่องเท่านั้นแต่ตอนกลางเรื่องนั้นจะเป็นถึงครึ่งเรื่องทั้งหมดนั่นหมายความว่าเราจะต้องเขียนฉากมากขึ้นในช่วงกลางเรื่องมากกว่าตอนต้นหรือตอนปลายเรื่องซะอีก ซึ่งในฉากเหล่านี้ จะแสดงให้เห็นว่าตัวละครเป็นอย่างไร  นั่นหมายความว่าคุณต้องทำให้ตัวละครหลักเจอกับอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  5. พลังงานในช่วงกลางของเรื่องเข้มข้นมากกว่าตอนจุดเริ่มต้นเพราะว่าตัวละครหลักถูกขัดขวางไม่ให้ได้รับในสิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายไว้
  6. ตัวละครจะเจ็บปวดในช่วงกลางของเนื้อเรื่องไม่ว่าจะเจ็บปวดทางกายหรือถูกหักหลังหรือมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับเขาอาจจะมีเรื่องที่เราไม่ชอบเกิดขึ้นกับตัวคาแรคเตอร์ที่เรารักเราก็จะรู้สึกว่าไม่อยากให้ตัวละครต้องเจอเรื่องแบบนั้น 

ในช่วงกลางของเนื้อเรื่อง หน้ากากจะถูกกระชากออกมาแล้วตัวละครจะกลายเป็นตัวที่เขาเป็นจริงๆไม่ว่าจะเป็นจุดอ่อน,ความกลัว,การตัดสินต่างๆ นอกจากนี้เรายังกลัวว่าการเขียนคาแรคเตอร์เหล่านั้นจะทำให้เราเปิดเผยตัวตนของตนเองมากเกินไปและคุณก็จะเริ่มสงสัยในความสามารถในการจัดการด้านมืดของคาแรคเตอร์คุณ

ในชีวิตจริงของพวกเราหลายๆคนพยายามที่จะไม่พูดถึงจุดอ่อนหรือว่าหายนะที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ในการที่จะปกป้องตัวเองจากความสูญเสียในชีวิตของเรา เราก็เลยไม่พยายามเขียนให้ character ไปโดนอะไรก็ตามที่มันเจ็บปวดแล้วก็ทำให้เราต้อง ประพฤติหรือว่าคิดกับคาแรคเตอร์นั้นในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งมันต้องเกิดขึ้นในเรื่อง โลกของตัวเอกจะต้องถูกทำลายแล้วตัวตนใหม่จะเกิดขึ้นมา นั่นเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงตัวละครขั้นสุด 

ในการเขียนส่วนกลางของเนื้อเรื่องเราอาจจะโหยหาช่วงเวลาสนุกในการเขียนจุดเริ่มต้นของเนื้อเรื่องในตอนที่เนื้อเรื่องยังราบเรียบมีความสุขและจอมปลอมอยู่ซึ่งจริงๆแล้วความสัมพันธ์ที่แท้จริงเกิดขึ้นที่กลางเรื่อง ฝ่ายตรงข้ามภายในของเรา(หรือการกลับไปจุดเริ่มต้นเรื่อยๆ)กำลังทำงานเพื่อให้คุณไม่ไปถึงจุดหมายในชีวิตนั่นก็คือการทำให้เรื่องนั้นจบในที่สุด

https://www.readawrite.com/c/672e32df95d3bddea162319f22840095?preview=1